ส่อแววแตกหัก ขอเล่าแบบเพื่อนคุยกันตรงนี้เลย บรรยากาศรอบสโมสรลิเวอร์พูลในช่วงสามสี่วันที่ผ่านมาไม่ได้แค่คุกรุ่น แต่มันร้อนระดับไฟลามทุ่งแบบควบคุมไม่อยู่จริงๆ ทุกอย่างเริ่มจากการให้สัมภาษณ์ของโม ซาลาห์ หลังเกมที่เสมอลีดส์ ยูไนเต็ด 3-3 เกมนั้นซาลาห์โดนดรอปเป็นตัวสำรองเป็นเกมที่สามติดกัน สีหน้าแววตาของเขาบอกทุกอย่างแบบไม่ต้องตีความเพิ่มเติม และพอเดินเข้าไมค์นักข่าวเท่านั้น แผลที่ปิดไว้ก็เปิดออกทันที
คำพูดของเขาสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน เขาเหมือนคนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกแปะป้ายว่าเป็นต้นเหตุของผลงานที่จืดจางทั้งๆ ที่ตัวเลขการยิงประตูเมื่อซีซั่นที่แล้วก็ยังแข็งแรงที่สุดในทีม ภาษากายของเขาชัดเจนมาก ทั้งตอนตอบคำถาม ทั้งตอนเดินออกจากอุโมงค์ ผมอยู่ในสนามวันนั้นและยอมรับเลยว่ามันคือสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างในทีมที่กำลังผิดจังหวะอย่างแรง
จากตรงนั้นความปั่นป่วนก็เริ่มพุ่งขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงจุดที่อาร์เน่อ สล็อต ผู้จัดการทีม ขอให้บอร์ดลงมือแบนซาลาห์ในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกนัดสำคัญกับอินเตอร์ มิลาน เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวลือไร้หลักฐานเพราะภายในสโมสรมีการประชุมฉุกเฉินจริง และหลายคนที่อยู่ในแอนฟิลด์วันนั้นก็ยืนยันตรงกันว่าบรรยากาศหดตึงแบบจับต้องได้
ส่อแววแตกหัก ซาลาห์เปิดฉากสงครามเย็นกลางห้องแต่งตัว
เกมกับลีดส์เหมือนชนวนที่ถูกจุด แต่จุดที่ลุกโชนที่สุดคือหลังเกมในห้องสื่อ ซาลาห์พูดในเชิงว่าตัวเองเหมือนถูกดันให้เป็นแพะรับบาป เขาบอกว่ามีบางคนในสโมสรไม่ต้องการให้เขาอยู่ต่อ และตัวเขาเองก็เริ่มคิดเรื่องย้ายทีมหลังจบเกมกับไบรท์ตันในเดือนมกราคม ซึ่งจะเป็นเกมสุดท้ายก่อนบินกลับไปช่วยทีมชาติอียิปต์ในรายการแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์
มันคือถ้อยคำที่คนในแอนฟิลด์ไม่อยากได้ยินโดยเฉพาะในช่วงที่ทีมกำลังพยายามรักษาลมหายใจในเวทีลีกและยุโรป ความรู้สึกที่ปะทะกันระหว่างนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์กับผู้จัดการทีมไม่เคยเป็นเรื่องเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีแข้งคนอื่นเริ่มตั้งคำถามถึงทิศทางแทคติกของอาร์เน่อด้วย
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นไปอีกคือ สื่อโซเชียลที่มักรายงานข้อมูลหลังบ้านของลิเวอร์พูลอย่าง Indykaila ระบุว่าผู้จัดการทีมเป็นคนเรียกร้องต่อบอร์ดให้ลงโทษซาลาห์แบบหนักที่สุดถึงขั้นห้ามมีชื่อในทีมชุดลุยเกมยุโรปกับอินเตอร์ มิลาน บอกเลยว่าเรื่องนี้ยิ่งเขย่าสภาพคลับเฮาส์ให้สะเทือน เพราะนักเตะบางส่วนมองว่ามันรุนแรงเกินไป ในขณะที่อีกกลุ่มก็เริ่มตั้งคำถามว่าทำไมสตาร์ระดับสโมสรถึงเลือกวิจารณ์ทีมออกสื่อแทนที่จะคุยกันในห้องประชุมภายใน
เบื้องหลังรอยร้าวในห้องแต่งตัว ลิเวอร์พูลเจอแรงกดดันรอบด้าน
ถ้าตัดอารมณ์แฟนบอลออกไปและมองเฉพาะความจริงเชิงฟุตบอล มันจะเห็นชัดว่ารอยร้าวระหว่างซาลาห์กับอาร์เน่อไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว แต่มันค่อยๆ งอกออกมาจากหลายจุดที่สะสมกันมาหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบการเล่นใหม่ที่เปลี่ยนวิธีใช้ซาลาห์ การหมุนเวียนนักเตะที่ทำให้เขาถูกดรอปบ่อยขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องสัญญาที่เหมือนจะไม่มีความคืบหน้ามาตั้งแต่ซัมเมอร์
ในสนามเองก็มีสัญญาณบางอย่างให้สังเกตได้ เช่น การที่ซาลาห์ลดการแสดงออกเชิงอารมณ์เมื่อทีมยิงได้ การหลบดวงตาผู้จัดการทีมตอนถูกเปลี่ยนตัวออก และการคุยกับเพื่อนร่วมทีมบางคนแบบเงียบๆ ข้างสนาม บวกกับฟอร์มของทีมที่แกว่งอย่างน่ากังวลจนหลายสื่อใหญ่เริ่มมองว่านี่คือช่วง วิกฤติ ลิเวอร์พูล ของจริง
ทั้งหมดนี้ทำให้บอร์ดต้องเร่งตัดสินใจว่าจะอยู่ข้างใคร ระหว่างสตาร์ดังที่ยังขายได้ราคาสูงมาก หรือผู้จัดการทีมคนใหม่ที่พวกเขาเพิ่งลงทุนให้เวลาปั้นทีมในระยะยาว
ส่อแววแตกหัก บอร์ดลิเวอร์พูลเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว
จากข้อมูลที่ผมได้ยินตรงๆ ในสนามวันนั้น แหล่งข่าวภายในยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ดราม่าชั่วคราว แต่เป็นรอยเจาะลึกที่อาจต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง บอร์ดลิเวอร์พูลเองก็มีตัวเลือกในหัวแล้วหากสถานการณ์คุมไม่อยู่
หนึ่งในทางเลือกคือการขายซาลาห์ในช่วงตลาดเดือนมกราคมเพื่อเอาเงินก้อนใหญ่มาใช้สานต่อแผนสร้างทีมใหม่ ขณะเดียวกันก็มีอีกแนวคิดที่ค่อนข้างแรงไม่แพ้กัน คือการเลือกยืนข้างซาลาห์และปลดอาร์เน่อออกก่อนจบฤดูกาล โดยระบุว่ามีชื่อสตีเว่น เจอร์ราร์ด ถูกหยิบมาพูดถึงแบบจริงจังในฐานะกุนซือขัดตาทัพจนกว่าจะหาเฮดโค้ชถาวรได้
และใช่ครับ ชื่อนี้ไม่ได้ถูกพูดเล่นๆ เจอร์ราร์ดยังคงเป็นคนที่เดินเข้าแอนฟิลด์เมื่อไรก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนได้เสมอ แถมเขายังเข้าใจตัวตนของสโมสรแบบที่ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่ม เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นแค่ข่าวคั่นหน้า แต่เป็นความเป็นไปได้ที่อยู่บนโต๊ะจริง
ใกล้ถึงจุดตัดสินอนาคต ทั้งซาลาห์และลิเวอร์พูลต้องเลือกเส้นทาง
ถ้ามองแบบคนที่เฝ้าขอบสนามมาตลอดหลายปี ช่วงเวลาแบบนี้คือช่วงที่ตัดสินว่าทีมจะคงตัวตนเดิม หรือเปลี่ยนทิศใหม่แบบยกแผง ความสัมพันธ์ระหว่างสตาร์ตัวท็อปกับผู้จัดการทีมคือหัวใจของทีมใหญ่ และเมื่อจุดนั้นสั่นคลอน สิ่งอื่นก็จะเริ่มสั่นไหวตามไปด้วยทั้งหมด
ซาลาห์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอย้ายทีมอย่างเป็นทางการ แต่คำพูดของเขาหลังเกมกับลีดส์นั้นตีความชัดเจนว่าเขาเปิดประตูไว้แล้วหนึ่งบาน ส่วนอาร์เน่อก็ไม่ยอมถอยเช่นกัน เขาต้องการความชัดเจนและวินัยในทีม และมองว่าการพูดออกสื่อแบบนั้นคือการทำลายความเชื่อใจ
ลิเวอร์พูลจะต้องเลือกในไม่ช้า เพราะดราม่าแบบนี้ไม่สามารถปล่อยคาราคาซังได้ก่อนถึงเกมใหญ่ในยุโรป และหากทีมเดินไปผิดทางแม้เพียงเสี้ยวเดียว ก็อาจกระทบตั้งแต่ห้องแต่งตัวจนถึงผลงานในสนาม
นี่คือช่วงเวลาที่แอนฟิลด์ต้องนิ่งที่สุด แต่กลับเป็นช่วงที่เสียงกดดันดังที่สุดเช่นกัน และไม่ว่าบทสรุปจะออกมาแบบไหน มันจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสโมสรไปอีกหลายปีแน่นอน
และจากที่ผมเห็นทุกอย่างด้วยตา เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ เพราะยังมีอีกหลายจุดที่รอการระเบิด ทั้งเรื่องสัญญา ตัวแทนของซาลาห์ การวางระบบใหม่ และแม้แต่ประเด็นที่เกี่ยวกับสปอนเซอร์บางราย ผมเชื่อว่าถ้าใครติดตามทีมนี้มานานคงรู้ดีว่าเมื่อพายุเริ่มตั้งหลักแล้ว มันจะลากยาวจนกว่าจะมีใครสักคนยอมถอย
สุดท้ายนี้ขอบอกแบบตรงๆ จากคนที่เฝ้าดูทีมนี้ทั้งในสนามและหลังกล้อง ลิเวอร์พูลกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี และทุกการตัดสินใจต่อจากนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องแทคติก แต่เป็นเรื่องตัวตนของสโมสรทั้งระบบ แม้แต่แฟนบอลต่างก็เริ่มถกกันหนักว่าจะเลือกอยู่ข้างใคร เพราะทุกฝ่ายล้วนมีน้ำหนักของตัวเองทั้งนั้น
ถ้าคุณติดตามสถานการณ์นี้ต่อไปกับ ufa800 เตรียมใจไว้ได้เลยว่าอาจมีข่าวใหญ่หลุดออกมาทุกวัน และบางข่าวอาจแรงระดับสั่นคลอนทั้งพรีเมียร์ลีก รวมถึงตลาดซื้อขายระดับทวีปด้ว